... กระดานหก ยกใจ ...

posted on 16 Jan 2013 20:12 by oh2day

          หอมเอยหอมดอกกระถิน  รวยระรินเ้คล้ากลิ่นแก้มนาง ...

          ใต้ร่มเงากระถินใหญ่ข้างอาคารไม้กระดานของโรงเรียนอนุบาลประจำตำบล   ครูสาวจบใหม่เพียรพร่ำร่ำสอนเด็ก ๆ ที่นั่งประจำโต๊ะไม้กว่าครึ่งห้อง

          เด็กชายตัวอ้วนกับเพื่อนร่างผอมนั่งติดกัน  ก้มหน้าอมยิ้มอยู่กับหนังสือการ์ตูนที่ซุกอยู่ในโต๊ะ    เด็กหญิงผมหน้าม้าสะกิดเพื่อนถักเปียให้ดูตุ๊กตากระดาษที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าหน้าโรงเรียน  และอีกหลายคนที่แอบหยอกเย้าเคล้าคุัยกันเบา ๆ 

          "นักเรียน..  นักเรียน..  เงียบหน่อย   ดูบนกระดานแล้วอ่านตามครู"  ครูสาวเรียกความสนใจจากเด็กด้วยเสียงดังแต่ไม่ดุ   และในทันทีที่ครูอ่านนำ  เด็กทั้งห้องก็ละจากเรื่องเล่นเรื่องคุยแล้วอ่านตามครูอย่างฉะฉาน

           นอกอาคารเป็นลานหญ้ากว้างร่มรื่น  เครื่องเล่นหลายอย่างจัดวางเป็นกลุ่ม  ทั้งกระดานลื่น  ชิงช้า  ม้าโยก  ม้ากระดก  กระดานหก  และม้าหมุน    เด็กหญิงชายวิ่งไล่วิ่งเล่นกันตามประสา  บางคู่ผลัดกันไกวชิงช้า  บ้างเฮฮาวิ่งไล่กันรอบม้าหมุน   บ้างซุกซนถลาร่อนลงมาจากกระดานลื่น

          อีกมุมหนึ่งของลานหญ้า  เด็กชายหน้าซื่อนั่งเศร้าอยู่บนกระดานหกเพียงลำพัง    พยายามยกร่างน้อย ๆ ให้กระดกลอยขึ้น   แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็สูงได้เพียงเท่าแรงกระโดด

          "เล่นด้วย ๆ "   เด็กหญิงผมหยิกธรรมชาติ ผิวเข้ม ในตาคม วิ่งแจ้นเข้ามาขอเล่นด้วย   

          เด็กชายพยักหน้ายิ้มรับให้เพื่อนร่วมชั้นมานั่งอีกฝั่งของกระดานหก  และช่วยกระดกจนตัวลอยสูงขึ้นได้อย่างใจหวัง    

           ระหว่างที่เด็กน้อยกำลังสนุกสนาน   กระดานหกก็สอนใจขึ้นในพลัน

          'หากรู้จักช่วยเหลือและแบ่งปัน  ย่อมก่อเกิดแรงผลักดันให้ชีวิตสูงขึ้น'

 

           กระดานหก  กระดกไหว ในความคิด                 ถูกหรือผิด คิดดู จึงรู้ว่า

           หากโดดเดี่ยว บนกระดาน นานนับครา             คงสิ้นท่า จะสูงได้ ไม่มีวัน

           กระดานหก กระดกใจ ให้สำนึก                        อยากรู้สึก สูงได้ มิใช่ฝัน

           เพียงช่วยเหลือ เกื้อแนะ และแบ่งปัน                เพียงเท่านั้น กระดานหก ยกจิตใจ

 

          "ซาหวัดดีคร๊าบคุณครู....."  เด็ก ๆ ลากเสียงยาวกล่าวลาครูพร้อมกันสนั่นห้อง  ก่อนกรูออกไปเพียงไม่กี่พริบตา

          เห็นครูสาวว่างจากการสอน  จึงเข้าไปจัดการธุระที่มารออยู่กว่าครึ่งชั่วโมง    เครื่องคอมฯ ที่ใช้ทำสื่อการสอนเปิดไม่ติดมาหมายวันแล้ว   ครูแกโทรบอกเมื่อเช้า และนัดให้เข้ามาซ่อมตอนเย็น

          "ครูครับ  สวัสดีครับ  ผมมาซ่อมเครื่องคอมฯ ให้ครับ   ที่โทรไปเมื่อเช้า"

          "อ๋อ..  ค่ะ  เครื่องที่โต๊ะนี้เลยค่ะ"    ครูสาวเบือนหน้าชี้ไปทางโต๊ะที่อยู่ติดประตู   ก่อนเอียงหูช้า ๆ มาให้เห็น  หน้าใส ๆ ย้ายแย้มแต้มลมเย็น  ปากตาเด่นดูดีมีเยื่อใย  ปลายผมพริ้วลมหวนชวนโหยหา  ดูโสภาน่าเชยชิดพิศมัย  โอ้แม่คุณแม่พิมพ์ของชาติไทย  ช่วยพิมพ์ใจให้พี่ทีแม่ศรีเรือน

          "เมื่อครู่เรียนอะไรกันอยู่หรือครับ  เสียงเด็ก ๆ ตะโกนกันลั่นเชียว"

          "สอนนับเลขค่ะ  นับหนึ่งถึงร้อย"

          "สอนผมบ้างสิ"

          "สอนอะไรคะ   นับหนึ่งถึงร้อย?"

          "ปล่าวครับ..   คืออยากจะให้สอนนับ...

            นับหนึ่งถึงรัก..."

 

... หนังสือชีวิต ...

posted on 14 Jan 2013 21:15 by oh2day

          แดดร่มลมตก...

          ขับรถมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองอีกครั้ง  ทิวไม้  ใบหญ้า และป่าเขา   สองฝั่งถนนที่คุ้นเคย ยังคงเปรยยิ้มยามบ่ายให้ตลอดทาง    เด็กน้อยผิวดำกร้านกำลังจูงวัวตัวใหญ่ให้พ้นถนน   บนสะพานมีชาวบ้านตกปลากันอย่างน่าเพลินใจ  นี่คงเป็นบางส่วนของหลากหลายเรื่องราวและอารมณ์ที่หาชมได้ในทุกเส้นทางของชีวิต 

          เหตุผลกลเดียวที่ต้องเข้าไปในเมืองวันนี้   เพียงเพราะอยากจะได้หนังสือดี ๆ ไว้อ่านในเวลาว่างหรือเวลาที่นั่งทับความเหงาอยู่จนลุกไม่ขึ้น  จะได้นำเอาถ้อยคำและลำนำอักษร ป้อนสายตาเข้าไปชะล้างความเหงาให้บรรเทาเบาบางลง   

          บ่อยครั้งที่นั่งอ่านหนังสืออยู่  แล้วมีเพื่อนเข้ามาทัก..

          "เฮ้ย..  นั่งอ่านอะไรอยู่ทั้งวัน  ไม่เบื่อบ้างรึไง"

          "ก็ไม่เห็นจะน่่าเบื่อตรงไหน  ถ้าไม่มีอะไรให้อ่านสิ.. เบื่อแย่.."

          "เฮ้อ..  จะอ่านทำไมนักหนา   ออกไปเที่ยวกันดีกว่าน่า.. นะ..  จะได้หาประสบการณ์ชีวิตบ้าง  จะได้เรียนรู้ชีวิตบ้าง  นั่งเฝ้าร้านกับกองหนังสืออยู่ได้ทั้งวัน น่าเบื่อจะตาย"

           อยากจะบอกเหลือเิกิน

           เพื่อนเอ๋ย  รู้มั้ย...

           "การอ่านหนังสือ  คือการเรียนรู้ชีิวิต..  ชนิดหนึ่ง"


           การเรียนรู้ ชีวิต ชนิดหนึ่ง                   หลายคนพึง พึ่งพา เดินหน้าเที่ยว

           คิดว่าเรียนรู้ได้ เพียงอย่างเดียว          เลยต้องเทียว เที่ยวท่อง ไม่ตรองดู

           ว่าเรียนรู้ ชีวิต คิดอีกทาง                   มีอีกอย่าง ไม่ต้องไกล ใช่ต้องหรู

           อ่านหนังสือ เพลินภาษา มาเป็นครู     เพื่อเรียนรู้ ชีวิต แล้วคิดตาม

 

            เข้าตัวเมืองไปไม่ไกลนัก  ก็ถึงร้านหนังสือที่เคยแวะซื้อประจำ   วันนี้รถไม่มากเหมือนหลายครั้งที่เคยมา  เลยได้จอดรถตรงหน้าร้านพอดี   จอดรถเข้าที่แล้วรีบปรี่เข้าไปในร้านอย่างเร็ว ราวกับเด็กชายได้เจอร้านของเล่นยังไงยังงั้น

            "น้องครับ..  ช่วยหาหนังสือให้พี่หน่อยสิ่"

            เดินผ่านชายชราหน้าเคาร์เตอร์   เข้าไปทักพนักงานสาวอ่อนวัยที่กำลังใส่ใจอยู่กับการจัดหนังสือ ด้วยเรียวมือที่สวยงามยามหยิบฉวย  ยามสะบัดผมพริ้วไหวใจระทวย  ยามเธอนวยนาดน่องต้องมองตาม  เธอเอื้อมวางหนังสือนั้นชั้นบนสุด  ใจก็หยุดแล้วคิดไปอยากใคร่ถาม  หากจะเอือมหยิบรักจากคนงาม  เธอจะห้ามหรือไม่ใคร่บอกที

            "ได้ค่ะ..  พี่อยากได้เล่มไหนคะ  เดี๋ยวหนูช่วยหา"  เธอตอบรับอย่างเต็มใจ

            " อยากได้ ลับแล แก่งคอย  ของอุทิศ  เหมะมูล   ครับ   เล่มนี้ยังไม่ได้อ่านเลย"

            "อ๋อ.. ค่ะ  หนังสือรางวัลซีไรต์ปี52   นี่ค่ะ.. เล่มนี้เลย"   เธอเดินไปที่ชั้นหนังสือโซนถัดไปที่อยู่ไม่เกินช่วงอึดใจรอ  แล้วหยิบหนังสือเล่มที่ว่ามาให้

            ลองพลิกไปพลิิกมา  หน้าแล้วหน้าเล่า...

            "เอ๊ะ.. น้องครับ  ทำไมหนังสือเล่มนี้มีหน้าเดียวเอง"

            "จะมีหน้าเดียวได้ยังไงคะ  หนังสือเล่มตั้งหนา"

            "นั่นสิครับ..  

              หนังสือเล่มตั้งหนา

              พี่ลองเปิดไปเปิดมา

              ก็เจอแต่หน้าน้อง.. หน้าเดียว"

... ใต้โคนต้น ...

posted on 23 May 2012 09:50 by oh2day directory Fiction

... เห็นใบไม้จากต้นร่วงลงมา   พลันอยากให้นางฟ้า  ร่วงลงมาสักนาง ... 

                ใบแล้วใบเล่าที่ร่วงจากกิ่งมะม่วงลงสู่พื้น   ใบแห้งร่วงง่ายเพียงลมสัมผัส  ต่างกับใบเขียวใบอ่อนที่ไหวคล้อยแต่ไม่ยอมหลุดลอยออกจากกิ่ง   ฝูงมดแดงเริ่มก่อร่างสร้างรังอย่างขยัน  และในบางขณะพักก็เฝ้าดูใบร่วงร่ายรำเพลงลมก่อนร่อนลงเกลื่อนตามพื้นใต้โคนต้น  จะมีบ้างที่ปลิวไปหน้าชานบ้านตามการนำทางของลมพัด

                ลมบ้านสวนชวนให้หลับตาพริ้มสูดหายใจจนลืมตัว   กลิ่นดินและกลิ่นป่าน่าหลงใหลเกินกว่าใครในกรุงจะคาดได้   ยิ่งพลบเย็นอย่างนี้   กลิ่นเตาถ่านและควันไฟมักโขมงมาพร้อมกันจากครัวบ้านสวนที่มุงจากเป็นเพิงยื่นอยู่ข้างตัวบ้าน   เช่นกันกับเย็นนี้  ลมเดียวที่พัดใบไม้ ได้พัดเอากลิ่นปลาช่อนย่างลอยจากเพิงครัวมายังใต้โคนมะม่วงที่มีสองหนุ่มกำลังนั่งสนทนากัน

                “ขอบคุณมากนายช่าง  อุตส่าห์นึกถึงกัน”  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนุ่มกล่าวขอบคุณซ้ำอีกครั้ง  หลังจากนำของฝากที่เพิ่งได้รับเข้าไปเก็บในครัว  แล้วเดินกลับมานั่งพร้อมหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย

                “แค่เล็กน้อยเองครับ”  ตอบรับคำขอบคุณของผู้ช่วยฯ ซ้ำอีกครั้งเช่นกัน 

                หลายวันก่อนปิดร้านกลับไปเยี่ยมบ้านที่ระนอง  ได้กะปิอย่างดีจากเกาะเหลากลับมาด้วย   เห็นว่ารสดีไม่อายใคร  เลยนำมาให้ชาวสุราษฎร์ฯ อย่างผู้ช่วยฯ ได้ลองลิ้มบ้าง

                “นายช่างว่ามั้ย?  เห็นข่าวการเมืองเดี๋ยวนี้แล้วอดส่ายหัวไม่ได้สักที”  แกเปรยเปลี่ยนเรื่อง   เมื่อมองพาดหัวข่าวการเมืองอย่างผ่าน ๆ  เพื่อไม่ให้ดูเหมือนละจากการคุย

                “นั่นสิ่ครับ  ทำชั่วได้ดีกันถ้วนหน้า   แล้วต่อไปใครจะคิดทำดีกัน  ทำไปก็ไม่ได้ดี”

                “จะว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี   ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวหรอก”  ผู้ช่วยฯ  เว้นช่วง   พิงหลังกับต้นมะม่วง   แหงนมองกิ่งน้อยใหญ่ที่ยังไร้ผล  “อย่างมะม่วงที่ปลูกไว้ต้นนี้   ถึงแม้จะยังไม่มีผลออกมา   แต่ว่าเราก็ได้เงาร่มและลมเย็นจากมันมานานโขแล้วไม่ใช่รึ”

                นั่นสิ่นะ..  บางครั้งเราก็รอกันแต่ผลของความดี   จนลืมไปว่าต้นของความดีได้ให้ความร่มรื่นชื่นใจแก่เราเสมอมา

                ใต้โคนต้น ได้ยลยิน กลิ่นความคิด                 หากพินิจ การทำดี ให้ถี่ถ้วน

                เปรียบปลูกต้น หวังผลผลิ อย่างที่ควร           จนลืมหวน มองความจริง สิ่งควรยล

                ว่าร่มรื่น เย็นย่ำ ทุกค่ำเช้า                            มาจากเงา ร่มไม้ ที่ไร้ผล

                แม้ทำดี  มิดีได้ ในบัดดล                             ใต้โคนต้น ยังร่มรื่น ชื่นความดี 

 

                “น้า น้า  มาปอกมะพร้าวให้หนูหน่อย”   เสียงสวยของสาวหนึ่งเรียกมาจากครัว 

                ผู้ช่วย ฯ ขอเวลาสักครู่แล้วเดินหายไปหลังบ้าน   ได้ยินจังหวะปอกมะพร้าวเป็นระยะ  พร้อมเสียงแว่วบอกหลานสาว  “หาน้ำหาท่าให้แขกสักขันก่อนสิ่”

                สิ้นคำของแกเพียงชั่วใบไม้ร่วง   ได้ยินท่วงทำนองนำตามเรือนร่าง   สาวบ้านสวนชวนหลงเพลินเดินมาพลาง   แม่เอวบางร่างน้อยคล้อยเข้ามา   ในเรียวมือถือขันเงินแล้วเขินยิ้ม  ในตาพริ้มชวนให้เพ้อละเมอหา  ใบไม้ร่วงหล่นจากต้นว่างามตา   ยังมิเท่านางฟ้า ณ บ้านไพร

                “ทานน้ำก่อนค่ะ”  เธอเชื้อเชิญ

                “ขอบคุณครับ”  รับขันมาดื่มความเย็น  และความหอมชื่นของดอกมะลิ

                “อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิ่คะ”

                “ไม่ล่ะครับ  นี่ก็ใกล้ทุ่มแล้ว  ต้องรีบกลับ”

                “เพิ่งจะห้าโมงเย็นเองพี่  ทุ่มที่ไหนกัน”

                “ทุ่มที่นี่ไง  ทุ่มเทใจน่ะ”

 

... ยางลบ ...

posted on 27 Feb 2012 20:28 by oh2day directory Fiction

... เห็นบัวน้อยลอยริมบึง  ยิ่งทำให้คิดถึงคนในบึ้งหัวใจ ...

          นาน ๆ ครั้ง จะได้มานั่งครั้งละนาน ๆ  ที่ริมบึงบัวข้างเรือนของลุงนักการ    ชมบัวบานยิ้มร่าเต็มวัย  และบัวตูมอมยิ้มแก้มใสอย่างวัยเยาว์   ต้นเนียงสูงใหญ่ทอดเงาเกือบเต็มบึงในช่วงหลังบ่ายให้ทั้งความร่มและลมรื่นในคราวเดียว   แสงแสดอ่อนลอดผ่านกิ่งใบต้นเนียงเคลือบกลีบบัวขาวเป็นสีทอง   ประกายบนผิวน้ำระยิบด้วยแสงที่เคลื่อนที่ตามแรงไหวของกิ่งใบที่ต้องลม

          ลุงนักการนั่งสอนการบ้านหลานชายอยู่บนแคร่ใกล้ ๆ กัน   เด็กน้อยในชุดนักเรียนถอดรองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลไว้กับพื้น  ขึ้นมานั่งก้มหน้าจดจ่ออยู่กับสมุดการบ้าน  ผู้เป็นลุงนั่งลอกใบจากแล้วตัดเป็นชิ้นครึ่งคืบยัดรวมไว้ในซองยาเส้น   สายตาย่นมองใบจากในมือสลับเหลือบดูสมุดการบ้านของหลาน

          “ผิดอีกแล้ว”  หลานชายเปรยขึ้นก่อนล้วงเข้าไปในกระเป๋าหนังสือ   หยิบยางลบที่เหลือแค่พอจับติดด้วยสองนิ้วออกมาลบคำผิดในสมุด 

          “ก็ตั้งใจเขียนหน่อยสิ่  เดี๋ยวก็ผิดอีก”  ลุงติงหลานอย่างเรียบ ๆ  ไร้น้ำเสียงตำหนิ

          “ไม่เป็นไร  ผิดอีกก็ลบอีก”

          “คิดแบบนั้นไม่ได้สิ่  มันต้องตั้งใจเขียนให้ดี   ถ้าคิดว่ามียางลบแล้วจะเขียนผิดเท่าไหร่ก็ได้  พอลบจนยางลบหมดแท่งแล้วจะทำยังไง”   ลุงวางใบจากที่ลอกค้างอยู่ไว้ข้างตัวเพื่อหันไปสอนหลาน   “มันจะติดเป็นนิสัยเอานะ  อย่างคนเรานี่   ถ้าทำผิดแล้วคิดแต่หาข้ออ้างมาคอยลบล้าง  มันก็จะทำผิดอยู่เรื่อย    สุดท้ายพอหมดข้ออ้าง  ความผิดก็ปรากฏให้คนเห็นอยู่ดี”

          แสงแสดเพราลงเมื่อเคลื่อนตัวหลบหลังเมฆผืนใหญ่   ลมเย็นโชยมาอีกครั้ง  โชยมาพร้อมคำคนที่ผ่านหนาวร้อนมาค่อนชีวิต…   ‘เพียงตั้งใจทำแต่ดี   ก็ไม่ต้องมีข้ออ้างไว้คอยลบ’

         แม้เขียนผิด  คิดเพียงลบ  ให้จบสิ้น                   คงกัดกิน  ถึงนิสัย  ในเบื้องหน้า

          ใช้ยางลบ  ลบคำ  ซ้ำไปมา                             หมดยางลบ  ก็หมดท่า  ณ บัดดล

          จะทำผิด  ซ้ำไป  ทำไมเล่า                              คิดจะเอา  ข้ออ้างลบ  กลบกี่หน

        เพียงทำถูก  ทำดี  ที่ใจตน                               อย่าแยบยล  ใช้ข้ออ้าง  ลบยางอาย

 

          “นังหนู  มาช่วยดูการบ้านให้น้องหน่อย  ลุงจะเอาใบจากไปเก็บบนเรือน”

          ลุงนักการรวบใบจากที่เหลือเป็นพวงกลับขึ้นเรือน   หลานสาวของแกเดินสวนมาทางเดียวกัน    เพียงแค่หันไปเจอพรันเพ้อพร่ำ   แม้บัวบานในบึงซึ่งว่างาม   ยังดำน้ำหนีนางที่ย่างมา   ดอกบัวตูมที่กลีบขาวอย่างเขาว่า   ยังมิกล้าเทียบแก้มน้องทั้งสองข้าง   ทั้งขาวใสอมชมพูดูบอบบาง   หลงรักนางแม้บอบช้ำก็จำยอม

          “มานานรึยังคะพี่”

          “สักพักแล้วครับ   มานั่งดูอะไรให้สบายตาบ้าง   อยู่หน้าคอมฯ นาน ๆ แล้วปวดตา  เดี๋ยวตาจะบอดซะก่อน”

          “ก็ยังดีกว่าตาบอดเพราะความรักนะคะ”

         “ถ้าความรักทำให้คนตาบอดจริง  พี่คงบอดไปข้างหนึ่งแล้วหล่ะ”

         “ทำไมคะ”

        “ก็พี่น่ะ..  รักน้องข้างเดียว”

......................................

 

         เอ็นทรี่นี้มีเพลงมาฝากด้วยครับ  เพื่อให้เข้ากับบรรยากศของเรื่องราว...

         บัวน้อยคอยรัก : Cover By Oh2day

 

... นาฬิกา ...

posted on 24 Jan 2012 13:24 by oh2day directory Fiction

... เมฆขาวคลายเหงาให้ท้องฟ้า   ดั่งเช่นรถราคลายเหว่ว้าให้ท้องถนน ...         

          ฝุ่นคละคลุ้งบนถนนลาดยางสายชนบทไม่เงียบเหงาเหมือนในอดีต   ความเจริญแทะโลมธรรมชาติเข้ามาทีละน้อย   แต่กระนั้นธรรมชาติก็รู้จักที่จะปกป้องตัวเองไม่ให้สลายไปจนไร้ซึ่งผืนป่า   สองข้างทางมีตึกรามร้านรวงแทรกเสริมขึ้นทั้งสูงต่ำ   ทว่าเบื้องหลังเรือนคอนกรีตเหล่านั้นก็ยังมีสวนยางเป็นทิวยาวและกว้างใหญ่รายรอบ

          ร้านนาฬิกาข้าง ธกส. ถูกตกแต่งทาสีใหม่โทนเขียวอ่อนทับสีเดิมที่ประมาณได้ยากว่าเป็นสีอะไร    ด้านหน้าติดกระจกสีชาพร้อมบานประตูเลื่อน เพื่อป้องร้านให้พ้นจากฝุ่น   ภายในเปิดแอร์เย็นในช่วงอากาศร้อนจัดอย่างวันนี้    เจ้าของร้านเป็นชายเชื้อสายจีนวัยกลางคนค่อนไปทางสูงวัย   อาศัยผืนดินทำสวนยางอยู่ที่นี่นานนับสิบปี   ร้านนาฬิกาเป็นเพียงส่วนเสริมของอาชีพ   เช่นเดียวกับคนดั้งคนเดิมในพื้นที่ที่แม้จะมีกิจการร้านค้าก็ยังมีอาชีพทำสวนยางเป็นหลัก

          “เอาเป็นสายหนังนะเฮีย”  เลือกแบบสายนาฬิกาเส้นใหม่ในตู้กระจก  ให้เจ้าของร้านเปลี่ยนแทนเส้นเก่า

          “ได้ ๆ เดี๋ยวเปลี่ยนเสร็จแล้วจะเอาไปให้ที่ร้านนะ”  แกหยิบกล่องที่ใส่สายนาฬิกาออกมาวางบนตู้   ก่อนหันไปซ่อมนาฬิกาอีกเรือนที่ทำค้างอยู่  และถามต่อ  “ว่าแต่ที่ร้านคอมฯ เป็นยังไงบ้าง  ลูกค้าเยอะมั้ย”    

          “เงียบ ๆ ครับ   ตั้งแต่ราคายางตกลงมาก  ลูกค้าคงเลือกที่จะเก็บออมมากกว่าจะมาซื้อหรือซ่อมคอมฯ”  ตอบแกตามความคิด  และถามถึงการงานของแกบ้าง  “แล้วเฮียล่ะ   ช่วงนี้ราคายางถูกลงมากเลย   ยังไหวหรือครับ”

          “ยังไงก็ต้องไหว   หยุดไม่ได้หรอก”  แกว่า  พร้อมยื่นนาฬิกาที่ซ่อมอยู่ในมือให้ดู  “คนเราไม่เหมือนนาฬิกานะนายช่าง   นาฬิกาน่ะ..  ถอดถ่านออก เข็มเวลาก็หยุดเคลื่อนไหว   แต่คนเรา ถ้าถอดใจ..  เวลาไม่เคยหยุดให้เหมือนอย่างเข็มนาฬิกา”

          เหมือนเวลาหยุดลง  และบรรจงละเมียดทุกถ้อยคำเข้ามาในความคิด...

          นาฬิกา  บอกได้  ในหลายสิ่ง                   บอกความจริง  ของเวลา  ว่าเท่าไหร่

          จนเมื่อถอด  ถ่านออก  บอกความใน         เข็มหยุดเดิน  ไม่เคลื่อนไป  ไม่ไหวติง   

         คนเราต่าง  นาฬิกา  ณ จุดนี้                  ณ จุดที่  ถอดใจ  ในทุกสิ่ง               

         แต่เวลา  กลับเดินไป  ไม่ประวิง               ไม่หยุดนิ่ง  เหมือนถอดถ่าน  นาฬิกา

 

          หลบแอร์เย็นฉ่ำจากร้านนาฬิกา  กลับมานั่งซ่อมคอมฯ ตากพัดลมที่หมุนเอื่อยอยู่ในร้าน    ใบพัดสีแดงเคลือบฝุ่นกับตะแกรงครอบปนสนิมส่ายหน้าไปมาทำท่าคล้ายจะไม่ไหว  แต่ก็ยังพัดไล่ไอร้อนไม่ยอมหยุด    ลมเย็นริมทางผ่านเข้ามาเป็นบางครั้งพอให้ชื่นกาย    กระทั่งยินเสียงลมหายใจของใครคนหนึ่งผ่านเข้ามา  จนรู้สึกได้ว่า  ชื่นไปถึงทรวง...

          “นาฬิกาของพี่เสร็จแล้วค่ะ  เฮียเค้าเปลี่ยนสายให้แล้ว”   สาวหมวยผิวขาวยิ้มพราวเข้ามาในร้าน   ในมือนั้นถือนาฬิกานำมาให้   เอื้อมไปรับตอบกลับยิ้มที่พริ้มใจ  จนแก้มใสของเธอนั้นพลันชมพู   เธอก้าวย่างร่างเพรียวเรียวขาสวย  ผมสลวยลู่ไหล่เห็นใบหู   อยากกระซิบกระซาบไซร้ให้โฉมตรู   ได้รับรู้ว่าหลงรักเจ้ามากมาย

          “ขอบใจจ้า  บริการดีมากเลย”

          “ยินดีค่ะ  พี่ลองตรวจดูก่อนก็ได้นะ”     

          “อืม... สายที่เปลี่ยนมาก็เรียบร้อยดี   แต่พี่ว่าเข็มมันเพี้ยน ๆ นะ

           “เข็มไม่ตรงหรือคะพี่?”

           “เข็มบอกเวลา  ก็ตรงดี.. 

            แต่เข็มบอกรัก  นี่สิ่..   ชี้ไปทางน้องตลอด”