... ใต้โคนต้น ...
posted on 23 May 2012 09:50 by oh2day directory Fiction... เห็นใบไม้จากต้นร่วงลงมา พลันอยากให้นางฟ้า ร่วงลงมาสักนาง ...
ใบแล้วใบเล่าที่ร่วงจากกิ่งมะม่วงลงสู่พื้น ใบแห้งร่วงง่ายเพียงลมสัมผัส ต่างกับใบเขียวใบอ่อนที่ไหวคล้อยแต่ไม่ยอมหลุดลอยออกจากกิ่ง ฝูงมดแดงเริ่มก่อร่างสร้างรังอย่างขยัน และในบางขณะพักก็เฝ้าดูใบร่วงร่ายรำเพลงลมก่อนร่อนลงเกลื่อนตามพื้นใต้โคนต้น จะมีบ้างที่ปลิวไปหน้าชานบ้านตามการนำทางของลมพัด
ลมบ้านสวนชวนให้หลับตาพริ้มสูดหายใจจนลืมตัว กลิ่นดินและกลิ่นป่าน่าหลงใหลเกินกว่าใครในกรุงจะคาดได้ ยิ่งพลบเย็นอย่างนี้ กลิ่นเตาถ่านและควันไฟมักโขมงมาพร้อมกันจากครัวบ้านสวนที่มุงจากเป็นเพิงยื่นอยู่ข้างตัวบ้าน เช่นกันกับเย็นนี้ ลมเดียวที่พัดใบไม้ ได้พัดเอากลิ่นปลาช่อนย่างลอยจากเพิงครัวมายังใต้โคนมะม่วงที่มีสองหนุ่มกำลังนั่งสนทนากัน
“ขอบคุณมากนายช่าง อุตส่าห์นึกถึงกัน” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนุ่มกล่าวขอบคุณซ้ำอีกครั้ง หลังจากนำของฝากที่เพิ่งได้รับเข้าไปเก็บในครัว แล้วเดินกลับมานั่งพร้อมหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย
“แค่เล็กน้อยเองครับ” ตอบรับคำขอบคุณของผู้ช่วยฯ ซ้ำอีกครั้งเช่นกัน
หลายวันก่อนปิดร้านกลับไปเยี่ยมบ้านที่ระนอง ได้กะปิอย่างดีจากเกาะเหลากลับมาด้วย เห็นว่ารสดีไม่อายใคร เลยนำมาให้ชาวสุราษฎร์ฯ อย่างผู้ช่วยฯ ได้ลองลิ้มบ้าง
“นายช่างว่ามั้ย? เห็นข่าวการเมืองเดี๋ยวนี้แล้วอดส่ายหัวไม่ได้สักที” แกเปรยเปลี่ยนเรื่อง เมื่อมองพาดหัวข่าวการเมืองอย่างผ่าน ๆ เพื่อไม่ให้ดูเหมือนละจากการคุย
“นั่นสิ่ครับ ทำชั่วได้ดีกันถ้วนหน้า แล้วต่อไปใครจะคิดทำดีกัน ทำไปก็ไม่ได้ดี”
“จะว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวหรอก” ผู้ช่วยฯ เว้นช่วง พิงหลังกับต้นมะม่วง แหงนมองกิ่งน้อยใหญ่ที่ยังไร้ผล “อย่างมะม่วงที่ปลูกไว้ต้นนี้ ถึงแม้จะยังไม่มีผลออกมา แต่ว่าเราก็ได้เงาร่มและลมเย็นจากมันมานานโขแล้วไม่ใช่รึ”
นั่นสิ่นะ.. บางครั้งเราก็รอกันแต่ผลของความดี จนลืมไปว่าต้นของความดีได้ให้ความร่มรื่นชื่นใจแก่เราเสมอมา
ใต้โคนต้น ได้ยลยิน กลิ่นความคิด หากพินิจ การทำดี ให้ถี่ถ้วน
เปรียบปลูกต้น หวังผลผลิ อย่างที่ควร จนลืมหวน มองความจริง สิ่งควรยล
ว่าร่มรื่น เย็นย่ำ ทุกค่ำเช้า มาจากเงา ร่มไม้ ที่ไร้ผล
แม้ทำดี มิดีได้ ในบัดดล ใต้โคนต้น ยังร่มรื่น ชื่นความดี
“น้า น้า มาปอกมะพร้าวให้หนูหน่อย” เสียงสวยของสาวหนึ่งเรียกมาจากครัว
ผู้ช่วย ฯ ขอเวลาสักครู่แล้วเดินหายไปหลังบ้าน ได้ยินจังหวะปอกมะพร้าวเป็นระยะ พร้อมเสียงแว่วบอกหลานสาว “หาน้ำหาท่าให้แขกสักขันก่อนสิ่”
สิ้นคำของแกเพียงชั่วใบไม้ร่วง ได้ยินท่วงทำนองนำตามเรือนร่าง สาวบ้านสวนชวนหลงเพลินเดินมาพลาง แม่เอวบางร่างน้อยคล้อยเข้ามา ในเรียวมือถือขันเงินแล้วเขินยิ้ม ในตาพริ้มชวนให้เพ้อละเมอหา ใบไม้ร่วงหล่นจากต้นว่างามตา ยังมิเท่านางฟ้า ณ บ้านไพร
“ทานน้ำก่อนค่ะ” เธอเชื้อเชิญ
“ขอบคุณครับ” รับขันมาดื่มความเย็น และความหอมชื่นของดอกมะลิ
“อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันก่อนสิ่คะ”
“ไม่ล่ะครับ นี่ก็ใกล้ทุ่มแล้ว ต้องรีบกลับ”
“เพิ่งจะห้าโมงเย็นเองพี่ ทุ่มที่ไหนกัน”
“ทุ่มที่นี่ไง ทุ่มเทใจน่ะ”
