... นาฬิกา ...

posted on 24 Jan 2012 13:24 by oh2day  directory Fiction

... เมฆขาวคลายเหงาให้ท้องฟ้า   ดั่งเช่นรถราคลายเหว่ว้าให้ท้องถนน ...         

          ฝุ่นคละคลุ้งบนถนนลาดยางสายชนบทไม่เงียบเหงาเหมือนในอดีต   ความเจริญแทะโลมธรรมชาติเข้ามาทีละน้อย   แต่กระนั้นธรรมชาติก็รู้จักที่จะปกป้องตัวเองไม่ให้สลายไปจนไร้ซึ่งผืนป่า   สองข้างทางมีตึกรามร้านรวงแทรกเสริมขึ้นทั้งสูงต่ำ   ทว่าเบื้องหลังเรือนคอนกรีตเหล่านั้นก็ยังมีสวนยางเป็นทิวยาวและกว้างใหญ่รายรอบ

          ร้านนาฬิกาข้าง ธกส. ถูกตกแต่งทาสีใหม่โทนเขียวอ่อนทับสีเดิมที่ประมาณได้ยากว่าเป็นสีอะไร    ด้านหน้าติดกระจกสีชาพร้อมบานประตูเลื่อน เพื่อป้องร้านให้พ้นจากฝุ่น   ภายในเปิดแอร์เย็นในช่วงอากาศร้อนจัดอย่างวันนี้    เจ้าของร้านเป็นชายเชื้อสายจีนวัยกลางคนค่อนไปทางสูงวัย   อาศัยผืนดินทำสวนยางอยู่ที่นี่นานนับสิบปี   ร้านนาฬิกาเป็นเพียงส่วนเสริมของอาชีพ   เช่นเดียวกับคนดั้งคนเดิมในพื้นที่ที่แม้จะมีกิจการร้านค้าก็ยังมีอาชีพทำสวนยางเป็นหลัก

          “เอาเป็นสายหนังนะเฮีย”  เลือกแบบสายนาฬิกาเส้นใหม่ในตู้กระจก  ให้เจ้าของร้านเปลี่ยนแทนเส้นเก่า

          “ได้ ๆ เดี๋ยวเปลี่ยนเสร็จแล้วจะเอาไปให้ที่ร้านนะ”  แกหยิบกล่องที่ใส่สายนาฬิกาออกมาวางบนตู้   ก่อนหันไปซ่อมนาฬิกาอีกเรือนที่ทำค้างอยู่  และถามต่อ  “ว่าแต่ที่ร้านคอมฯ เป็นยังไงบ้าง  ลูกค้าเยอะมั้ย”    

          “เงียบ ๆ ครับ   ตั้งแต่ราคายางตกลงมาก  ลูกค้าคงเลือกที่จะเก็บออมมากกว่าจะมาซื้อหรือซ่อมคอมฯ”  ตอบแกตามความคิด  และถามถึงการงานของแกบ้าง  “แล้วเฮียล่ะ   ช่วงนี้ราคายางถูกลงมากเลย   ยังไหวหรือครับ”

          “ยังไงก็ต้องไหว   หยุดไม่ได้หรอก”  แกว่า  พร้อมยื่นนาฬิกาที่ซ่อมอยู่ในมือให้ดู  “คนเราไม่เหมือนนาฬิกานะนายช่าง   นาฬิกาน่ะ..  ถอดถ่านออก เข็มเวลาก็หยุดเคลื่อนไหว   แต่คนเรา ถ้าถอดใจ..  เวลาไม่เคยหยุดให้เหมือนอย่างเข็มนาฬิกา”

          เหมือนเวลาหยุดลง  และบรรจงละเมียดทุกถ้อยคำเข้ามาในความคิด...

          นาฬิกา  บอกได้  ในหลายสิ่ง                   บอกความจริง  ของเวลา  ว่าเท่าไหร่

          จนเมื่อถอด  ถ่านออก  บอกความใน         เข็มหยุดเดิน  ไม่เคลื่อนไป  ไม่ไหวติง   

         คนเราต่าง  นาฬิกา  ณ จุดนี้                  ณ จุดที่  ถอดใจ  ในทุกสิ่ง               

         แต่เวลา  กลับเดินไป  ไม่ประวิง               ไม่หยุดนิ่ง  เหมือนถอดถ่าน  นาฬิกา

 

          หลบแอร์เย็นฉ่ำจากร้านนาฬิกา  กลับมานั่งซ่อมคอมฯ ตากพัดลมที่หมุนเอื่อยอยู่ในร้าน    ใบพัดสีแดงเคลือบฝุ่นกับตะแกรงครอบปนสนิมส่ายหน้าไปมาทำท่าคล้ายจะไม่ไหว  แต่ก็ยังพัดไล่ไอร้อนไม่ยอมหยุด    ลมเย็นริมทางผ่านเข้ามาเป็นบางครั้งพอให้ชื่นกาย    กระทั่งยินเสียงลมหายใจของใครคนหนึ่งผ่านเข้ามา  จนรู้สึกได้ว่า  ชื่นไปถึงทรวง...

          “นาฬิกาของพี่เสร็จแล้วค่ะ  เฮียเค้าเปลี่ยนสายให้แล้ว”   สาวหมวยผิวขาวยิ้มพราวเข้ามาในร้าน   ในมือนั้นถือนาฬิกานำมาให้   เอื้อมไปรับตอบกลับยิ้มที่พริ้มใจ  จนแก้มใสของเธอนั้นพลันชมพู   เธอก้าวย่างร่างเพรียวเรียวขาสวย  ผมสลวยลู่ไหล่เห็นใบหู   อยากกระซิบกระซาบไซร้ให้โฉมตรู   ได้รับรู้ว่าหลงรักเจ้ามากมาย

          “ขอบใจจ้า  บริการดีมากเลย”

          “ยินดีค่ะ  พี่ลองตรวจดูก่อนก็ได้นะ”     

          “อืม... สายที่เปลี่ยนมาก็เรียบร้อยดี   แต่พี่ว่าเข็มมันเพี้ยน ๆ นะ

           “เข็มไม่ตรงหรือคะพี่?”

           “เข็มบอกเวลา  ก็ตรงดี.. 

            แต่เข็มบอกรัก  นี่สิ่..   ชี้ไปทางน้องตลอด”

 
          สืบเนื่องจากเอ็นทรี่ที่แล้ว  ระหว่างที่เขียน "หน่อไม้ ใจรัก"  ในช่วงเช้าตรู่ของวัน   อากาศดีท่ามกลางหมอกหนาวก่อให้เกิดความคิดถึงขึ้นมาอย่างง่าย ๆ   เลยคิดที่จะบอกเล่าความรู้สึกนั้นให้หมอกเช้าได้รับรู้บ้าง   กีต้าร์ตัวโปรดถูกหยิบขึ้นมา  พร้อมกระดาษ และดินสอ 
 
          จากเรื่องราว  สู่เนื้อร้อง  และทำนองเพลง.. 
 
          จนป่านนี้.. (ก็ยังคิดถึง)  
 

...หน่อไม้ ใจรัก...

posted on 11 Jan 2012 20:40 by oh2day

... หมอกหนาว ไอกาแฟ คือเพื่อนแท้ในยามเช้า ...

          ดูเหมือนหมอกเย็นกับไออุ่นกาแฟจะคุยกันถูกคอมากยิ่งขึ้น   คงเพราะตื่นตรู่มาเป็นต้องพบปะกันจนสนิทชิดเช้า  เช่นเดียวกับหยดน้ำค้างที่ซบซึ้งอยู่บนกลีบขาวใบเขียวของกล้วยไม้โกมาซุมที่แขวนอยู่หน้าร้าน  และเช่นเดียวกัน  ผู้คนเริ่มนับหนึ่งวันใหม่ด้วยการสนทนากับใครบางคน  ใครบางคนคงซึมซับอยู่กับหมอกหนาวอย่างสุดซึ้ง  และใครคนหนึ่งกำลังสัมผัสกลิ่นกรุ่นของกาแฟแก้วโปรด

          กระทั่งกาแฟจวนหมดแก้ว  ไออุ่นเริ่มเจือจาง  หมอกเช้าเริ่มลางหาย  และแสงสายเข้าแทนที่  บทสนทนาอย่างถ้อยทีก็เริ่มต้น

          "เปิดร้านแต่เช้าเชียวนายช่าง"  ชายชราเอ่ยทักขณะเดิมมากับคู่ชีวิต  สองตายายเดินผ่านหน้าร้านเหมือนทุกเช้า  สวนยางแกอยู่เลยหลังโรงพยาบาลไปเล็กน้อย  ทุกเช้าทั้งคู่จะเดินกลับบ้านที่อยู่ในซอยถัดไปในช่วงเวลาประมาณนี้

          "สวัสดีครับ  แวะทานกาแฟสักแก้วก่อนสิ่"  คำเชิญนี้ได้รับไมตรีจากชายชราด้วยดี  แกพยักหน้าให้ยายเดินกลับบ้านไปพลางก่อน   ยายหันมายิ้มลา   ยิ้มงามสมวัยนั้นบ่งบอกถึงกาลเก่าว่าแกต้องเคยเป็นหนึ่งในสาวงามของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นแน่   เช้านี้ตาแกแบกกระสอบใบกลางขึ้นบ่ามาด้วย  ถามไถ่จึงรู้ว่าเป็นหน่อไม้ที่ได้มาจากในสวน

          "ว่าจะให้ยายเค้าต้มกับกระดูกอ่อน  ที่เหลือก็ดองไว้  คงเก็บไว้กินได้อีกนาน"  กระสอบหน่อไม้ถูกย้ายจากบ่าลงมาวางกับพื้น  "ที่ดองไว้ก่อนหน้านี้เหลืออีกนิดหน่อย  เดี๋ยวจะแบ่งมาให้นายช่างเอาไว้แกงบ้าง  ยายเค้าทำอร่อยนะ"  ถ้อยคำนั้นมียิ้มอิ่มสุขแฝงอยู่ทุกครั้งที่พูดถึงคู่ชีวิต

          "ขอบคุณครับ  มีปลาอยู่ในตู้เย็นด้วย  น่าจะได้แกงส้มกับหน่อไม้ดองฝีมือยาย"  ภาพของการแบ่งปันยังมีให้เห็นเสมอในบ้านป่าบ้านสวน   รวมไปถึงภาพของการครองรักที่ยั่งยืนก็ยังมีให้เห็น  "ตาอยู่กับยายมาจนป่านนี้แล้ว  น่าจะมีเคล็ดลับดี ๆ แน่เลย  บอกลูกบอกหลานบ้างสิ่"

          "ดูอย่างหน่อไม้ที่จะเอาไปดองนี่ก็ได้นายช่าง"  แกบอก พร้อมยกกระสอบขึ้นบ่าเตรียมกลับเข้าบ้าน ก่อนจะหันมาทิ้งคำ "ถ้าอยากเก็บเอาไว้กินนาน ๆ  ก็ต้องรู้จักถนอมอาหารให้เป็น   ชีวิตคู่ก็เช่นกัน  ถ้าอยากให้คงอยู่นาน ๆ  ก็ต้องรู้จักการถนอมน้ำใจ"

          ชายชราเดินจากไป  ทิ้งไว้เพียงข้อคิดให้ได้ครุ่น...

 

          เพียงหน่อไม้ เพียงหน่อ ให้ข้อคิด        ให้ชีวิต ตรองดู จึงรู้ว่า

          หากจะเก็บ ไว้ได้นาน ผ่านเวลา          ต้องนำมา ถนอมอาหาร ด้วยการดอง

          ดั่งชีวิต ครองคู่ ให้ดูไว้                      อย่าเพียงปล่อย ผ่านไป ในแดดฝน

          ให้ดูแล ใส่ใจ ในคู่ตน                       ให้อยู่ทน หวานหอม "ถนอมน้ำใจ"

 

          เพียงชั่วเวลาแสงสายกระทบร่างพออุ่น  เป็นนัยให้รู้ว่าได้เวลาจัดการกับการงานที่คั่งค้าง  คอมฯ หลายเครื่องรอให้ก้มหน้าก้มตาซ่อมตลอดทั้งวัน   แต่วันนี้ก้มหน้าได้แค่ครู่เดียว...

          "พี่คะ  ตาฝากหน่อไม้ดองมาให้ค่ะ"   คำทักทายที่สองของวันเป็นเสียงหลานสาวของชายชราที่แวะมาคุยเมื่อเช้า   เสียงนั้นลอยมาสัมผัสใบหน้าให้ต้องแหงนมอง   จนแทบกองทรุดกายไปต่อหน้า    ด้วยสงสัยในสตรีที่สบตา   ใช่นางฟ้าหรือไม่ที่ได้ชม   นี่ก็เลยเวลามาจนเช้า   เหตุใดเจ้ามิโบยบินถิ่นสวรรค์     หรือเจ้าคิดว่าที่นี่คือวิมาน   ด้วยเห็นฉันเป็นเทวาผู้หน้ามน

          “ขอบคุณครับ  ฝากขอบคุณคุณตาด้วยนะ” 

          “หนูแบ่งใส่ถุงมา  เดี๋ยวพี่ต้องเอาไปใส่โหลไว้นะคะ  พี่มีมั้ยคะ”

          “มีอยู่ใบเดียวครับ  แต่พี่จะเก็บไว้  ใส่ใจน้อง... “

 

... เช่นนั้นเอง ...

posted on 17 May 2011 11:42 by oh2day
 
... เมฆฝนครึ้มฟ้า  หัวใจข้าครึ้มรัก ...
 
          ปุยเมฆคล้ำลอยเคว้งตั้งแต่สาย   จนบ่ายล่วงของวันก็ยังไร้ทีท่าว่าจะตกลงมาเป็นฝน   มีเพียงกลิ่นความหนาวเท่านั้นที่โชยชำเลืองมาเป็นระยะ   เพื่อเตือนชาวสวนยางให้เร่งเก็บ กรีด รีดยาง โดยเร็วก่อนฝนเท   เสียงฟ้าครึม ๆ  เป็นบางที   สลับกับเสียงเครื่องรีดยางแผ่นของชาวบ้านดังครืด ๆ  แม้ถ้อยเสียงจะต่างกัน  แต่นั่นก็เป็นเสียงของวิถีที่อยู่ร่วมชายคามาช้านาน
          บ่ายวันอาทิตย์ปิดร้านครึ่งวัน  เพื่อออกเตร็ดเตร่เร่รักไปเรื่อย ๆ   แวะทักเพื่อนสนิทมิตรสหายและชายตามองสาวไปบ้าง   แวะเยือนลูกค้าที่มาซื้อคอมฯ ไปจากร้านบ้าง  ฟ้าครึ้มช่วยให้การขับมอเตอร์ไซต์ในบ่ายนี้ร่มรื่น    สองข้างทางมีต้นยางตั้งแถวเป็นทิวยาวคอยต้อนรับเข้าสู่ธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์   นึกแล้วอยากสูดลมหายใจใส่กล่องพัสดุจัดส่งไปให้เพื่อนชาวกรุงได้ลองรสกลิ่นอากาศที่นี่บ้าง 
          ข้ามสะพานคอนกรีตไปเพียงชั่วผ่อนคันเร่ง  เห็นลูกค้าที่ซื้อคอมฯ ไปเมื่อสองเดือนก่อนนั่งลับมีดกรีดยางอยู่หน้าเรือนจึงแวะพักและทักทาย  ด้วยจำได้ว่าแกซื้อเครื่องไปให้ลูกสาวที่เรียนบัญชีอยู่ปีสอง
 
          "สวัสดีครับน้า  ทำยางเสร็จแล้วเหรอครับวันนี้"  
          จอดรถไว้ใต้ร่มต้นยางใกล้กับที่แกนั่งอยู่  สวนยางฝั่งนี้เป็นของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน  ใต้โคนยางเห็นหญิงกลางคนง่วนอยู่กับการลอกขี้ยางจากจอก  ในขณะที่มือเป็นระวิง  หน้างอง้ำก็พร่ำบ่นก่นด่าฟ้าฝนที่ทำท่าจะตก   แม้แต่สุนัขส่งเสียงเห่าคางคกที่หมอบนิ่งอยู่ใต้โคนยางก็ยังพลอยโดนไปด้วย
          "อ้าว..  นายช่าง  นั่งก่อน ๆ "  ลูกค้าเชื้อเชิญแขกเรือนให้นั่งคุย  แล้วเหลียวไปมองตามเสียงของหญิงวัยกลางคนเช่นกัน  "ดูสิ่คนเรา  ฝนจะตก  หมาจะเห่า  ก็ยังเอามาเป็นเรื่องให้หงุดหงิดใจ  ไม่รู้รึยังไงว่า มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง"
 
          ท้องฟ้ายังครึ้มและทำท่าจะตก   คางคงยังหมอบนิ่ง  เสียงสุนัขยังดังอยู่   แล้วสิ่งที่น่าเรียนรู้ก็เกิดขึ้นในพลัน  ว่า..  มันก็เป็น  ของมัน  เช่นนั้นเอง...
 
          ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ตรองสำนึก             จะรู้สึก หงุดหงิดใจ ทำไมเล่า
          เอาสิ่งที่ ธรรมดา มากวนเรา                 ช่างโง่เขลา ความคิด พินิจกัน
          แม้นหมาเห่า ยังเอามา อารมณ์เสีย        น่าระเหี่ย หดหู่ ดูน่าขัน
          พุทธองค์ ทรงสอนไว้ ให้ตื่นพลัน          "มันก็เป็น ของมัน เช่นนั้นเอง"
 
          "งั้นผมขอไปดูเครื่องให้ก่อนนะครับ"  นั่งคุยกันอยู่ครู่ใหญ่  จึงขอตัวไปทำหน้าที่บริการหลังการขาย
          "ดีเลย  คนใช้เครื่องนั่งเล่นอยู่น่ะ  มีปัญหาตรงไหนนายช่างก็ช่วยแนะนำด้วยละกัน"  
 
          ประตูไม้หน้าบ้านเปิดไว้เต็มบาน  ภายในดูสว่างด้วยแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างมากบานตามแบบบ้านชนบท  โต๊ะคอมฯ ตั้งอยู่ไม่ห่างจากโซฟารับแขก   ด้านนอกได้ยินเสียงฝนเริ่มโปรยปราย   แต่ด้านในใจชายคล้ายโดนฝน   ชุ่มด้วยรักเปียกปอนตอนได้ยล   สาวหน้ามนเอวบางกลางพงไพร   เธอหันมาหน้าแฉล่มแกมลักยิ้ม   ใจพี่ปริ่มยิ้มรับกับแก้มใส   ฝนหล่นฟ้าว่าสดชื่นกว่าอื่นใด   มิชื่นใจเท่าคนดีที่ยิ้มมา
 
          "ฝนตกหนักขนาดนี้ น้ำท่วมบ้างมั้ยครับ"  ชวนเธอคุยเรื่องฝนฟ้าระหว่างที่เปิดคอมฯ
          "ไม่ท่วมหรอกค่ะ"  เธอตอบด้วยเสียงใสราวสายฝนที่พรำอยู่เบื้องนอก
          "พี่คิดว่าน้ำจะท่วม  เห็นเป็นที่ลุ่ม"
          "ไม่นะคะ  ตรงนี้ไม่เป็นที่ลุ่ม"
          "พี่หมายถึงน้องน่ะครับ  เป็นที่ลุ่ม...  เป็นที่ลุ่มหลงของพี่"
 
 

... เชือกเพียงเส้น ...

posted on 05 May 2011 18:10 by oh2day

... ต้นอ้อล้อลมอยู่ริมทาง  เหมือนปลายผมน้องนาง ต้องลม ...

          อารมณ์ของธรรมชาติแสดงออกมาอย่างไร้แสร้งเสริม  ทุกอากัปกิริยาล้วนบริสุทธิ์  ทิวหญ้าโอนตามลมโดยไม่ขัดฝืนหรือเขินอาย  เช่นเดียวกับต้นอ้อก้านเขียวใบเรียวยาวที่โน้มต่ำไปตามแนวเดียวกัน   ทุ่งหญ้าขจีขึ้นอีกครั้งเมื่อผ่านพ้นพายุฝนกระหน่ำ  ทุ่งต่ำตามไหล่ทางเริ่มคืนสภาพหลังน้ำที่ท่วมขังลดหาย  หลงไว้แต่เพียงกลิ่นโคลนชื้นชุ่ม

          เลยไปเพียงชั่วฮัมเพลงลุกทุ่งได้สักครึ่งก็ถึงสถานีอนามัยตำบล   แสงบ่ายสร้างเงาของตัวอาคารทอดร่มลงมาด้านข้างจนเกือบถึงแนวรั้วไม้ไผ่   อีกฟากของรั้วมีร่างของแม่เฒ่าก้มเก็บก้านดอกอ้อที่ตากไว้เตรียมทำไม้กวาด  ดูจากที่แกมัดรวมไว้ก็ไม่มากนัก  คงหมายจะทำไว้ใช้เพียงในครัวเรื่อน 

          ชั้นสองห้องธุรการคือที่นัดหมายในบ่ายนี้  น้าหมอแกเป็นลูกค้าประจำที่ร้าน  ไม่ว่าจะซ่อมหรือซื้อคอมฯ ก็มักไปใช้บริการอยู่เสมอ   คราวนี้แกบอกว่าส่วนกลางส่งปริ้นเตอร์เครื่องใหม่มาให้  เลยขอแรงให้มาติดตั้งต่อสายและลงไดร์เวอร์  

          "สวัสดีครับน้าหมอ"  

          "ครับนายช่าง  สวัสดี"  แกรับคำทักแล้วเดินนำไปที่ห้อง  "ต้องรบกวนนายช่างอีกแล้ว  เค้าส่งมาให้สองวันก่อน  ทำไม่เป็นกันซักคน"  ถ้อยคำเคล้าเสียงหัวเราะอย่างเกรงใจของแกแสดงออกถึงความเกรงใจอย่างแจ่มชัด

          "เล็กน้อยครับ  แล้วของอยู่ไหนล่ะ?"

          "โน่น... ข้างโต๊ะคอมฯ  ยังไม่ได้แกะกล่องเลย"

          กล่องสีน้ำตาลขนาดครึ่งโอบวางอยู่ติดผนังข้างโต๊ะคอมฯ  สภาพผนึกแน่นหนา  มัดสี่ด้านด้วยเชือกฟางสีแดง  ผูกปมตรงกึ่งกลางด้านบนด้วยเงื่อนตายทำให้ไม่ง่ายต่อการแก้  แม้จะพยายามอยู่เป็นสองนานปมนั้นก็ยังไม่คลายออก

          "แก้ไม่ออกใช่มั้ยนายช่าง   เอ้านี่..."   น้าหมอยื่นมีดคัตเตอร์ให้   แกว่า  "แก้ไม่ได้  ก็ให้ตัดซะ"

          น้ำเสียงนั้นเหมือนจะเน้นตัวหนาให้กับประโยคทิ้งท้าย   สายตาที่จับจ้องเหมือนบรรจงขีดเส้นใต้ให้ประโยคนั้นเด่นชัด   "แก้ไม่ได้  ก็ให้ตัดซะ"

          เชือกเพียงเส้น เป็นตัวอย่าง ดั่งชีวิต          เชือกผูกติด เงื่อนตาย ใครจะแก้

          เนิ่นเวลา ผ่านไป ใคร่ครวญแล                 จึงรู้แน่ ว่าควรตัด ให้ขาดไป

          เช่นชีวิต ผูกไว้ หลายปัญหา                     ควรตรวจตรา ให้รู้แน่ จึงแก้ไข

          บางปัญหา แก้ได้ สบายใจ                       ส่วนเงื่อนใด ไร้ทางแก้ แค่ตัดมัน

          "เดี๋ยวช่วยจัดที่ทางให้นายช่างเค้าวางปริ้นเตอร์ด้วยนะ"  

          "ค่ะ"

          ยินเสียงน้าหมอสั่งพยาบาลฝึกหัดที่กำลังเดินผ่านเตียงคนไข้ด้านนอกเข้ามาในห้อง  จึงหันมองช้า ๆ ตามหาเสียง   เพียงสบพักตร์แทบล้มพับลงกับเตียง   ด้วยพี่เพลี่ยงพล้ำใจไปรักเธอ  ช่วยฉีดยาหัวใจให้พี่หน่อย  หรือจะปล่อยให้พี่ตายด้วยใจเผลอ  ไม่อยากเจอะพยายมตอนนี้เออ  แต่อยากเจอพยาบาลแม่หวานใจ

          "ติดตั้งเสร็จแล้วพี่ช่วยสอนการใช้งานให้หนูด้วยนะคะ"

          "ได้ครับ..  เสร็จแล้วน้องช่วยฉีดวัคซีนให้พี่ด้วยได้มั้ย?"

          "ทำไมคะ?  ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกมารึไง?"

          "ไม่ใช่เชื้อไวรัสครับ...  

            แต่พี่เพิ่งติดเชื้อ ไวรัก เมื่อซักครู่นี่เอง"